Posted by: *Teammate.BIGBANG* | วันเสาร์, พฤษภาคม 10, 2008

วิธีเผชิญความทุกข์ที่ดีที่สุด

วิธีเผชิญความทุกข์ที่ดีที่สุดต้องเผชิญกับมันด้วยความเข้าใจและด้วยความสุภาพ ไม่ใช่คอยปลอบประโลมไปวันๆ หรือเอาแต่คอยหลบหลีกปัญหาความทุกข์อยู่ร่ำไป
——————————————————————————–

วิธีเผชิญความทุกข์ที่ดีที่สุด
ต้องเผชิญกับมันด้วยความเข้าใจและด้วยความสุภาพ
ไม่ใช่คอยปลอบประโลมไปวันๆ
หรือเอาแต่คอยหลบหลีกปัญหาความทุกข์อยู่ร่ำไป
การเผชิญหน้ากับความทุกข์อย่างซื่อๆ
ด้วยความนิ่มนวลจะเป็นความสุขและละเอียดอ่อน
จะไม่เป็นความแข็งกร้าวหรือแข็งกระด้างแต่อย่างใด

และคนทั่วไปมักคิดว่าผู้ที่เข้าใจชีวิตจะเป็นผู้ที่มีจิตใจแข็งกระด้าง
เนื่องจากเป็นคนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับใคร! แต่เซนไม่ใช่เช่นนั้น

เรื่องราวของอาจารย์ โสเอน ชากุ อาจารย์เซนชาวญี่ปุ่นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง คงจะทำให้เราสามารถมองเห็นวี่แววของเซนในเรื่องนี้ได้บ้าง

(ท่านโสเอน ชากุ เป็นสมภารวัดเอนงากุหยิ แห่งเมืองกามากุระ
และเป็นพระเซนชาวญี่ปุ่นองค์แรกที่เดินทางไปเข้าร่วมประชุมสภาสากลแห่งศาสนาของโลก
ที่มลรัฐชิคาโกสหรัฐอเมริกา เมื่อ ค.ศ. 1893 และต่อมาได้ส่งลูกศิษย์ชื่อ ดี.ที.สุซูกิ
ให้เดินทางไปเผยแพร่เซนแก่ชาวตะวันตก จนกระทั่งเซนเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกในปัจจุบันนี้)
“ท่านโสเอน ชากุ ชอบใช้เวลาในตอนเย็นๆ
เดินเล่นไปตามหมู่บ้านในละแวกวัดของท่านเสมอๆ
วันหนึ่งขณะที่ท่านเดินอยู่
ท่านก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังมาจากบ้านหลังหนึ่งใกล้ๆ นั้น
ท่านจึงเดินเข้าไปอย่างเงียบๆ และพบว่าเจ้าบ้านได้ถึงแก่กรรมลงเสียแล้ว
ขณะนั้นครอบครัวของเขาและเพื่อนบ้านของเขาต่างกำลังร้องไห้ด้วยความอาลัย
ท่านชากุจึงนั่งลงอย่างเงียบๆ และร่วมร้องไห้ไปกับเขาด้วย ด้วยความจริงใจ”
ท่านผู้เฒ่าคนหนึ่งหันมาเห็นเข้ารู้สึกแปลกใจและตระหนกตกใจมากที่เห็นอาจารย์เซน
ผู้มีชื่อเสียงมาร่วมร้องไห้ด้วยความเสียใจอยู่กับพวกเขาด้วย จึงได้พูดขึ้นว่า
“ผมคิดว่า อย่างน้อยที่สุด ท่านคงจะอยู่พ้นไปจากสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว มิใช่หรือ”
(หมายความว่าจิตใจของท่านชากุน่าจะปราศจากเรื่องทุกข์เรื่องสุขอย่างชาวโลกทั่วๆ ไปแล้ว ทำนองนั้น)
ท่านชากุตอบขึ้นด้วยเสียงสะอื้นว่า
“ก็ด้วยเช่นนี้แหละที่ทำให้ฉันพ้นไปจากมันเสียได้”
(หมายความว่าด้วยการที่สุข เมื่อมีสุขและทุกข์ เมื่อมีทุกข์นั่นเอง
ที่ทำให้ท่านชากุล่วงพ้นไปจากความบีบคั้นของความทุกข์ในโลกก็ได้)..
และเมื่อคำนึงว่าความสุขและความทุกข์เป็นสิ่งเดียวกัน
ประดุจเหรียญอันหนึ่งที่มีสองหน้า
เราก็ไม่ควรจะรับสิ่งหนึ่งและปฏิเสธอีกสิ่งหนึ่ง
ที่จริงเราควรจะรับทั้งหมด (หรือไม่ก็ต้องปฏิเสธทั้งหมด!) นั่นคือ
เมื่อสุขจงสุข และเมื่อทุกข์จงทุกข์!
(หรือไม่ก็ต้องไม่ยี่หระทั้งสุขและทุกข์) แล้วชีวิตจะไม่มีปัญหา
___________________
จาก “อยู่อย่างเซน”. ละเอียด ศิลาน้อย เรียบเรียง.

Posted by: *Teammate.BIGBANG* | วันอังคาร, เมษายน 15, 2008

วันของฉันพิเศษทุกวันอยู่แล้วเพราะมีเธอ

“Love is not breathlessness, it is not excitement, it is not the promulgation of promises of eternal passion, it is not the desire to mate every second minute of the day, it is not lying awake at night imagining that he is kissing every cranny of your body. No, don’t blush, I am telling you some truths. That is just being “in love”, which any fool can do. Love itself is what is left over when being in love has burned away, and this is both an art and a fortunate accident. Your mother and I had it, we had roots that grew towards each other underground, and when all the pretty blossom had fallen from our branches we found that we were one and not two. But sometimes the petals fall away and the roots have not entwined. Imagine giving up your home and your people, only to discover after six months, a year, three years, that the trees have no roots and have fallen over. Imagine the desolation. Imagine the imprisonment.”

” Love is a temporary madness, it erupts like volcanoes and then subsides. And when it subsides you have to make a decision. You have to work out whether your roots have so entwined together that it is inconceivable that you should ever part. Because this is what love is.”

CORELLI’S MANDOLIN : Louis De Berni?res

Posted by: *Teammate.BIGBANG* | วันพฤหัส, เมษายน 10, 2008

ผู้ให้…ควรจะขอบคุณผู้รับ!

 
แต่ทว่าเขาก็ไม่สู้จะพอใจกับท่าทีของอาจารย์นัก… พ่อค้าคนนี้ก็ยังไม่ได้รับคำขอบคุณเลยสำหรับเงินจำนวนบริจาคตั้งมากมาย…
——————————————————————————–

การให้ เป็นกฎที่สำคัญของสังคมมนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นเหล่า

ทั้งนี้เพราะสัมพันธภาพของผู้คนในสังคม
จะตั้งอยู่ไม่ได้ถ้าแต่ละคนไม่เอื้ออำนวยเผื่อแผ่กัน

และไม่ว่าคุณจะเป็นใครหากไม่รักมนุษย์
ไม่มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ คุณก็ไม่ใช่เซนอย่างแน่นอน

แต่เรื่องที่ว่าผู้รับควรจะต้องขอบคุณผู้ให้นั้น เซนพูดกลับตรงกันข้าม คือ

เซนกล่าวว่าผู้ให้ต่างหากที่ควรจะเป็นผู้ที่ต้องขอบคุณผู้รับ!

เรื่องมันเป็นอย่างไรกันนะ?

- – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - -

ขณะที่ท่านเซอิเซะจึดำรงตำแหน่งอาจารย์แห่งวัดงากุ ในเมืองกามากุระ
ท่านก็ปรารถนาจะขยายศาลาโรงธรรมให้กว้างมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากเมื่อเวลาที่ท่านแสดงธรรมนั้น
มีผู้คนเข้ามารับฟังเป็นจำนวนมากจนแน่นล้นไปหมด
พ่อค้าคนหนึ่งชื่ออุเมสุ เซเบอิ ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ ณ เมืองเอโค
ได้ทราบเรื่องนี้เข้าก็ได้ตัดสินใจที่จะบริจาคเงินสัก 500 เรียว
(เรียวคือเหรียญทองคำในสมัยนั้น ซึ่ง 3 เรียว สามารถใช้จ่ายอยู่ได้นานถึง 1 ปีทีเดียว)
เพื่อให้อาจารย์เซอิเซะจึนำไปขยายโรงเรียนของท่านให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

เมื่อเขานำเงินดังกล่าวมามอบให้อาจารย์
ท่านอาจารย์ก็พูดขึ้นว่า
“ตกลง ฉันจะรับไว้”

อุเมสุได้มอบถุงบรรจุเงินเหรียญทองคำถวายให้ท่านอาจารย์ไปแล้ว
แต่ทว่าเขาก็ไม่สู้จะพอใจกับท่าทีของอาจารย์นัก…

ก็บุคคลคนหนึ่งสามารถจะเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ตลอดปีด้วยเงินเพียง 3 เรียว
แล้วพ่อค้าคนนี้ก็ยังไม่ได้รับคำขอบคุณเลยสำหรับเงินจำนวนตั้ง 500 เรียว…

“ในถุงนี้มี 500 เรียวนะครับ”
อุเมสุแย้มเป็นนัยๆ
“รู้แล้ว เธอบอกฉันครั้งหนึ่งแล้ว”
อาจารย์เซอิเซะจึตอบ

“แม้ว่าผมจะเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวย แต่เงิน 500 เรียว
ก็เป็นเงินจำนวนมากนะครับ”
อุเมสุพูดขึ้นอีก
“เธอต้องการให้ฉันขอบคุณเธอหรือ?”
ท่านอาจารย์ถามขึ้น

“คนให้ต่างหากที่ควรจะขอบคุณ”

- – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - -

อ่านเรื่องนี้แล้วอย่าได้งุนงง
เพราะเซนเขามองอะไรในแง่มุมที่ประหลาดๆ (แต่ลึกๆ) เช่นนี้เสมอๆ ทีเดียว

เงื่อนงำของเรื่องนี้มีอยู่ว่าหากไม่มีผู้ยากไร้แล้ว
เราจะไปบริจาคช่วยใครที่ไหนกัน

คือหากว่าไม่มีผู้ยากไร้แล้ว เราก็คงจะหมดโอกาสทำบุญ
หมดโอกาสเสียสละช่วยเหลือผู้ที่ต้องการอย่างแน่นอน
และนอกจากนี้ผู้ให้ทาน ผู้บริจาคก็ย่อมจะได้บุญได้กุศล

…..

ดังนั้นก็ควรจะเป็นผู้ขอบคุณผู้รับ
(นั่นคือขอบคุณที่ให้โอกาสเราได้ทำบุญนั่นเอง!)

………

คราวต่อไปเมื่อทำบุญหรือบริจาคทาน หรือบริจาคอะไรก็ตาม
เมื่อบริจาคไปแล้ว อย่าลืมขอบคุณตามไปด้วยนะครับ -
พูดเรื่องจริงนะครับ ไม่ใช่พูดเล่นๆ

——————————
“อยู่อย่างเซน” ละเอียด ศิลาน้อย เรียบเรียง 

Posted by: *Teammate.BIGBANG* | วันจันทร์, มีนาคม 10, 2008

หยุดวงจรแห่งความโกรธ

เด็กชายอายุ 12 ปีคนหนึ่ง ซึ่งเคยมาค่ายฤดูร้อน เขามีปัญหากับพ่อ
เพราะทุกครั้งที่ทำอะไรพลั้งพลาดหรือหกล้มบาดเจ็บ
แทนที่พ่อจะช่วยเหลือ กลับตะคอกดุด่าเขาต่างๆนานา
“ไอ้เด็กงี่เง่า! ทำไมถึงได้ซุ่มซ่ามอย่างนี้” นี่อาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุเพียงแค่เด็กชายหกล้มบาดเจ็บ
ดังนั้น เขาจึงไม่เห็นว่าพ่อเป็นพ่อที่ดี น่ารัก
เขาสัญญากับตัวเองว่า เมื่อโตขึ้นและแต่งงานมีลูก
จะไม่ทำอย่างนั้นกับลูก
ถ้าลูกของเขากำลังเล่นอยู่ และได้รับบาดเจ็บเลือดออก
เขาจะไม่ตะคอกใส่ แต่จะโอบกอดลูกไว้ แล้วพยายามช่วยเขา

………………………..

ปีที่สอง เขามาค่ายฤดู้ร้อนกับน้องสาว
ระหว่างที่น้องสาวของเขาเล่นอยู่กับเด็กผู้หญิงคนอื่นๆในเปล

และทันใดนั้นก็พลัดตกลงมา หัวฟาดกับก้อนหิน เลือดไหลอาบหน้า

เด็กชายรู้สึกขัดเคืองขึ้นมาทันที จนเกือบจะตะโกนใส่น้องไปว่า
“นังเด็กงี่เง่า! ทำไมถึงได้ซุ่มซ่ามอย่างนี้!”

เขาเกือบจะทำอย่างเดียวกับพ่อ
แต่เพราะเขาปฏิบัติการเจริญสติมาสองช่วงฤดูร้อน
จึงสามารถยับยั้งตัวเองได้

แทนที่จะตะโกนออกไป เขากลับเริ่มเดินและหายใจอย่างมีสติ
ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังช่วยเหลือน้องสาวของเขา

เพียง 5 นาที เขาก็ได้สัมผัสกับชั่วขณะแห่งการเห็นแจ้ง
ได้ประจักษ์ว่าปฏิกิริยา หรือความโกรธของตนเองนั้น
เป็นพลังอำนาจของความเคยชินที่ได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อ
เขาช่างเหมือนพ่อ เป็นผลพวงของท่านไม่มีผิดเพี้ยน

เขาไม่ต้องการจะทำอย่างนั้นกับน้องสาว
ทว่าพลังที่พ่อถ่ายทอดมานั้น…แรงกล้าเสียจนเกือบจะทำให้…
เด็กชายกระทำในสิ่งที่พ่อเคยทำกับเขามาก่อน

…………………………………

สำหรับเด็กชายอายุ 12 ปี นับเป็นการรู้แจ้งโดยแท้
เขายังคงเดินต่อ… ฉับพลันก็เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาที่จะปฏิบัติ
เพื่อลบล้างอำนาจความเคยชินนี้ จะได้ไม่ส่งผลต่อไปยังลูกๆของตน

เด็กชายรู้ว่า มีเพียงการฝึกสติเท่านั้น…
ที่ช่วยหยุดยั้งวงจรของความทุกข์นี้ได้….

เขายังสามารถแลเห็นด้วยว่า
พ่อเองก็เป็นเหยื่อที่รับการถ่ายทอดความโกรธมาเช่นกัน
พ่ออาจไม่อยากทำอย่างนั้นกับเขา
แต่ที่ทำไปเพราะพลังยของความเคยชินในตัวนั้นแรงกล้าเหลือเกิน

ชั่วขณะที่เด็กชายประจักษ์แจ้งว่า
พ่อก็เป็นผู้เคราะห์ร้ายคนหนึ่งเช่นกันนั้นเอง

ความโกรธเคืองทั้งหลายที่เขามีต่อพ่อก็ได้มลายลง
ไม่กี่นาทีต่อมา…
เขาเกิดความปรารถนาที่จะกลับบ้าน
ไปชวนพ่อมาปฏิบัติด้วย…

…………………..

สำหรับเด็กชายวัย 12 … นี่คือการรู้แจ้งครั้งสำคัญจริงๆ…

————————————————–
ติช นัท ฮันห์ เขียน, ธารา รินศานต์ แปล, “ความโกรธ : ปัญญาดับเปลวไฟแห่งโทสะ”.
กรุงเทพฯ:โกมลคีมทอง. 2546. หน้า 28-29.
 

Posted by: *Teammate.BIGBANG* | วันพุธ, กุมภาพันธ์ 20, 2008

การลงทุนเพื่อน

เขาจะปลอบประโลมหรือประคับประคองเรา เมื่อถึงคราวลำบาก เพื่อนผู้จะแบ่งปันความรื่นเริง และความสุขด้วยกันกับเรา

แม้ว่าเราจะมีเงินทองในธนาคารมากมาย เราก็ยังคงตายได้ง่ายๆด้วยความทุกข์

ดังนั้น การลงทุนเพื่อน สร้างมิตรภาพเพื่อมิตรแท้ สร้างชุมชนเพื่อน
ย่อมเป็นบ่อเกิดความมั่นคงที่ดีกว่า

เราต้องมีบางคนที่จะพึ่งพิง ไปมาหาสู่ในยามยาก

เราจะสามารถสัมผัสกับสิ่งที่สดชื่นสมบูรณ์ในตัวของเราเอง หรือที่รายล้อมเราอยู่
ขอบคุณสำหรับความรักที่ผู้อื่นหนุนเนื่อง
หากเรามีกลุ่มเพื่อนดี เราก็เป็นคนโชคดีมาก

การสร้างชุมชนเพื่อนที่ดี

ประการแรกสุดที่เราต้องทำก็คือ
การแปรตัวของเราเองให้เป็นปัจจัยที่ดีของชุมชน

จากนั้นเราก็สามารถขยับขยายไปยังผู้อื่น
โดยการช่วยเขาหรือเธอให้กลายเป็นปัจจัยที่ดีของชุมชน

เราสร้างเครือข่ายของกลุ่มเพื่อนโดยวิธีนี้

เราต้องคิดถึงหมู่เพื่อนและชุมชนให้เป็นดังเช่นการลงทุน เป็นทรัพย์สำคัญที่สุด

เขาจะปลอบประโลมหรือประคับประคองเรา เมื่อถึงคราวลำบาก
เพื่อนผู้จะแบ่งปันความรื่นเริง และความสุขด้วยกันกับเรา
——————————————————————————–
ติช นัท ฮันห์ เขียน, ประชา หุตานุวัตร และสุภาพร พงษ์พฤกษ์ แปล
สันติภาพทุกย่างก้าว นครนายก : ปาจารยสาร ธันวาคม 2537. 

Posted by: *Teammate.BIGBANG* | วันเสาร์, มกราคม 12, 2008

ศักยภาพในตัวของเรามีมากกว่าที่เราคิด

“คุณเกรียงศักดิ์  ทำไมพนักงานชาวไทย  ไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นในตนเองเท่าไรนักละครับ”  ไมเคิลถามผม      
 
          “คุณไมเคิล  คุณหมายถึงพนักงานของคุณทุกคนเลยหรือครับ”   
 
          “ไม่ใช่หรอกคุณเกรียงศักดิ์  ผมคิดว่าที่เห็นค่อนข้างชัดเจนคือ  กลุ่มคนที่มีอายุระหว่างสี่สิบถึงห้าสิบนะครับ  สำหรับคนหนุ่มสาวนั้น  ดูจะมีความมั่นใจในตัวเองสูงกว่า  แต่ก็มีแนวโน้มในลักษณะคล้ายๆกันบ้าง  คุณคิดว่าอย่างไรละครับ”                      
 
          “ผมเห็นด้วยครับ  ที่แน่ๆคือว่าสิ่งที่คุณสังเกตุนี้  ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้ยินจากปากของชาวต่างชาติหรอกครับ  แต่ว่าคุณอย่าสับสนนะครับ  การที่คนขาดความมั่นใจ   ไม่ได้หมายความว่าเขาโง่นะครับ”
 
          ไมเคิลพยักหน้า  “ผมเห็นด้วยครับ  แต่ว่ามีชาวต่างชาติหลายคน  ที่อาจเข้าใจผิด  โดยเหมารวมไปว่า  การที่คนขาดความมั่นใจ   แสดงว่าเขาอาจจะไม่รู้  หรือขี้เกียจ  หรืออาจจะด่วนสรุปไปว่า  คนคนนั้นไม่เข้าใจว่าชาวต่างชาติกำลังพยายามสื่อสารอะไร”
 
          ผมออกความเห็นไปว่า  “อาจจะมีสาเหตุได้หลายประการ  ผมจะลองแยกแยะดูเป็นข้อๆดังนี้           
 
1.      ความนอบน้อมถ่อมตัว  เราอาจจะถูกอบรมมาจากพ่อแม่ของเราว่า  อย่าแสดงออกมากมายต่อหน้าคนอื่น  เพราะว่าคนเขาอาจจะหมั่นไส้เรา  วันหลังจะไปขอความร่วมมือเขา   เขาก็จะไม่ช่วยเหลือ  มันสะท้อนระบบอุปถัมภ์ของไทยนะครับ
                                                                     
2.      รักษาหน้า  เราไม่อยากหน้าแตกในที่สาธารณะ   โดยการพูดหรือแสดงความคิดเห็นที่โง่ๆออกไป  โดยเฉพาะต่อหน้านาย  ซึ่งจะดูไม่ดี  หรือต่อหน้าเพื่อน  ทำให้ถูกล้อเลียนหรือหัวเราะเยาะเอาได้  อย่างที่มีคำพูดบอกว่า   พูดไปสองไพเบี้ย  นิ่งเสียตำลึงทอง 
 
3.      ภาษาอังกฤษ  ก็อาจจะเป็นอุปสรรค  เราถูกสอนมาจากโรงเรียนว่า  เราต้องเขียนให้ถูกไวยากรณ์   และเลือกใช้คำศัพท์ที่ถูกต้อง  โยงใยไปกับการกลัวเสียหน้า  เราก็เลยเลือกที่จะเงียบดีกว่าการพูดภาษาอังกฤษแบบผิดๆออกไป
 
4.      ความเชื่อว่าเราไม่เก่ง  พวกอายุสี่สิบถึงห้าสิบนี้ก็คือกลุ่มคนในวัยเดียวกับผมนี่แหละ   เราถูกปลูกฝัง  อบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กว่าอย่าทะเยอทะยานมาก  ที่จริงแล้วเป็นความหวังดีของผู้ใหญ่ในยุคก่อนๆ  ที่เขาไม่อยากเห็นเราผิดหวัง  ยกเว้นว่าคุณจะซูเปอร์ไบร์ทจริง   โดยส่วนใหญ่เด็กจะถูกกรอบความคิดให้ไม่ทะเยอทะยาน  ผมยกตัวอย่างให้ฟัง  สมัยผมเป็นเด็ก  มีเพื่อนคนหนึ่งเขาเกิดแรงบันดาลใจจากการรู้ว่าโทมัส  เอดิสันเป็นยอดนักประดิษฐ์   ในชั้นเรียนเขาบอกครูว่าโตขึ้นเขาจะเป็นนักประดิษฐ์  เขาจะสร้างดาวเทียม  ด้วยความหวังดีครูบอกกับเขาว่า  กิตติ  เธอต้องคิดให้เป็นไปได้หน่อย  ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงด้วยว่า  ประเทศไทยไม่มีโรงงานผลิตดาวเทียม คำพูดของครูอาจจะไม่สามารถหยุดยั้งความคิดของกิตติได้  แต่ที่แน่ๆ  มันทำให้นักเรียนในชั้นจำนวนมากต้องคิดอะไรในกรอบที่เป็นไปได้   มันเป็นอย่างนี้  ทั้งที่โรงเรียน  ที่บ้าน  ในสังคม  ความหวังดีที่คนกลัวว่าเด็กจะผิดหวังจากการฝัน  ทำให้เด็กไทยไม่กล้าฝัน  และจินตนาการ “
 
          ไมเคิลแสดงท่าทีเห็นด้วย  เขาซักต่อ  “เป็นความเห็นที่น่าสนใจครับ  ผมคิดว่าพอจะมีวิธีที่จะดำเนินการต่อสำหรับสามข้อแรก   แต่ว่าข้อที่สี่นี่  คุณคิดว่ามีคำแนะนำว่าอย่างไร”  
 
ผมตอบไปว่า  “ผมชอบเล่าเรื่อง  วิธีนี้ทำให้คนเห็นภาพง่ายกว่าการบอกทฤษฏี  ปกติถ้าผมพบคนที่ขาดความเชื่อมั่นเนื่องมาจากความคิดที่ว่าตนเองมีศักยภาพจำกัด   ผมจะเล่าเรื่องหนึ่ง  ซึ่งผมฟังมาจากวีดีทัศน์เรื่อง  Self-Esteem & Peak Performance ของ  Jack  Canfield  นักพูดชื่อดังและนักเขียนหนังสือขายดีระดับโลก   Chicken Soup of the Soul
 
เขาเล่าให้ฟังถึงคุณยายอายุหกสิบสามปี ในอเมริกาที่เห็นรถคันใหญ่ทับขาของหลานเธอเข้า  เธอจึงวิ่งผลุนผลันออกไปและด้วยความที่ไม่ได้คิดอะไรมากเพียงแต่ต้องการจะช่วยหลานของเธอ  เธอจึงออกแรงยกรถดังกล่าวขึ้นมา   ซึ่งโดยปกติต้องใช้ผู้ชายที่แข็งแรงสี่ถึงห้าคนยกขึ้น 
 
          หลังจากนั้นก็มีนักข่าวหลายคนพยายามจะสัมภาษณ์เธอถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น  แต่เธอก็ปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าว  
 
          กระทั่งนาย ชาร์ล การ์ฟีลด์ นักเขียนเกี่ยวกับพลังสร้างสรรค์ในตัวมนุษย์ ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับเธอ โดยเธอเล่าให้ฟังด้วยเหตุผลสั้นๆว่าการกระทำของเธอได้ทำให้เธอตระหนักว่าตัวเธอนั้นมีศักยภาพมากกว่าที่เธอคิด   และยิ่งเธอนึกถึงเรื่องนี้มากเท่าใด  ทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่าแล้วในอดีตเธอได้ล้มเลิกความคิดโดยไม่กล้าทำอะไรตั้งหลายอย่างเพราะคิดว่าตนเองคงไม่มีความสามารถจะทำได้ซึ่งเธอคงคิดผิดอย่างมหันต์สำหรับหลายๆเรื่องในอดีต   ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้เธอทำใจลำบากเพราะรู้สึกเสียดายโอกาสในชีวิตไปเป็นจำนวนหลายครั้ง 
 
          Jack เล่าเรื่องนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจคนหนุ่มสาวอย่างพวกเราว่าอย่ารอให้อายุถึงหกสิบสามปีก่อนแบบคุณยายท่านนี้   ที่เพิ่งจะมาพบศักยภาพของตนเอง  ดังนั้นถ้าเราเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ถ้าพยายามเราก็จะกล้าลงมือทำ
 
          ผมฟังเรื่องนี้ในขณะที่มีอายุได้สี่สิบสอง ทำให้รู้สึกเสียดายว่าหากผมฟังเรื่องนี้ซักยี่สิบปีก่อนหน้านี้ ชีวิตเราคงไม่พลาดโอกาสหลายอย่างในชีวิตเพราะการปฏิเสธก่อนพยายามลงมือทำโดยดูแคลนศักยภาพของตัวเรา “
 
 
ที่มา: thaicoach.com

Posted by: *Teammate.BIGBANG* | วันพฤหัส, มกราคม 10, 2008

ดูแลตนเองเท่ากับดูแลคนอื่น

“ที่รัก ฉันพยายามอย่างเต็มที่ที่จะดูแลความโกรธ
เพื่อตัวฉันเองและก็เพื่อตัวเธอด้วย
ฉันไม่ต้องการจะระเบิดมันออกมาทำลายตัวเองและตัวเธอ

——————————————————————————–

ตอนเด็กๆ พ่อแม่สอนเราว่า จะหายใจ เดิน นั่ง กิน และพูดอย่างไร
แต่พอเรามาปฏิบัติ เท่ากับได้ถือกำเนิดใหม่เป็นผู้ปฏิบัติธรรม
ฉะนั้น เราจึงเรียนรู้วิธีที่จะหายใจเสียใหม่ อย่างมีสติ
เรียนรู้วิธีที่จะเดินอีกครั้ง อย่างมีสติ
เราเรียนรู้ที่จะฟังอีกครั้ง อย่างมีสติ
และกอปรด้วยความเห็นอกเห็นใจ
…………………………………….
เราปรารถนาที่จะเรียนรู้วิธีพูดเสียใหม่
ด้วยภาษาที่เปี่ยมเมตตา…
“ที่รัก ฉันเป็นทุกข์ ฉันโมโห
ฉันอยากให้คุณรับรู้”
“ที่รัก ฉันพยายามอย่างเต็มที่ที่จะดูแลความโกรธ
เพื่อตัวฉันเองและก็เพื่อตัวเธอด้วย
ฉันไม่ต้องการจะระเบิดมันออกมาทำลายตัวเองและตัวเธอ
ฉันพยายามทำดีที่สุด น้อมนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากครูอาจารย์
และหมู่เพื่อนมาใช้”
ความซื่อสัตย์ดังกล่าวจะช่วยให้อีกฝ่ายหนึ่ง
เกิดความเคารพเชื่อมั่น และท้ายสุด
“ที่รัก ฉันต้องการความช่วยเหลือจากเธอ”
นี่คือถ้อยแถลงอันหนักแน่น เพราะปกติเมื่อเธอรู้สึกเดือดดาลขึ้นมา
มักจะพูดว่า “ฉันไม่ต้องการเธอ”
………………………………………….
ถ้าเธอสามารถกล่าว 3 ประโยคนี้ออกมาได้ด้วยความจริงใจ จากใจ
ก็ย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นแก่อีกฝ่าย
เธอต้องไม่คลางแคลงถึงผลของการปฏิบัติเช่นว่า
เพียงแค่พฤติกรรมของเธอ ก็สามารถทำให้อีกฝ่ายหันมาปฏิบัติด้วยได้
เขาย่อมคิดว่า
“เธอซื่อสัตย์กับฉัน รักษาคำพูด พยายามอย่างเต็มที่
ฉันเองก็จะทำเหมือนกัน”
………………………………………………..
ฉะนั้น การดูแลตัวเองอย่างดี
ย่อมเท่ากับว่า เธอได้ดูแลคนที่เธอรักด้วย
การรักตัวเองเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้เธอสามารถรักผู้อื่นได้
ถ้าเธอไม่ดูแลตัวเองให้ดีๆ
ปราศจากความสุข ความสงบแล้ว
ก็ไม่อาจทำให้อีกฝ่ายมีความสุข
ไม่อาจช่วยเหลือและรักเขาได้
การที่จะรักคนอื่นได้นั้น
เธอต้องรู้จักรักและดูแลตัวเองให้ได้เสียก่อน…
————————————————–
ติช นัท ฮันห์ เขียน, ธารา รินศานต์ แปล, “ความโกรธ : ปัญญาดับเปลวไฟแห่งโทสะ”.
กรุงเทพฯ:โกมลคีมทอง. 2546. หน้า 30.

« Newer Posts - Older Posts »

หมวดหมู่