“ที่รัก ฉันพยายามอย่างเต็มที่ที่จะดูแลความโกรธ
เพื่อตัวฉันเองและก็เพื่อตัวเธอด้วย
ฉันไม่ต้องการจะระเบิดมันออกมาทำลายตัวเองและตัวเธอ
——————————————————————————–
ตอนเด็กๆ พ่อแม่สอนเราว่า จะหายใจ เดิน นั่ง กิน และพูดอย่างไร
แต่พอเรามาปฏิบัติ เท่ากับได้ถือกำเนิดใหม่เป็นผู้ปฏิบัติธรรม
ฉะนั้น เราจึงเรียนรู้วิธีที่จะหายใจเสียใหม่ อย่างมีสติ
เรียนรู้วิธีที่จะเดินอีกครั้ง อย่างมีสติ
เราเรียนรู้ที่จะฟังอีกครั้ง อย่างมีสติ
และกอปรด้วยความเห็นอกเห็นใจ
…………………………………….
เราปรารถนาที่จะเรียนรู้วิธีพูดเสียใหม่
ด้วยภาษาที่เปี่ยมเมตตา…
“ที่รัก ฉันเป็นทุกข์ ฉันโมโห
ฉันอยากให้คุณรับรู้”
“ที่รัก ฉันพยายามอย่างเต็มที่ที่จะดูแลความโกรธ
เพื่อตัวฉันเองและก็เพื่อตัวเธอด้วย
ฉันไม่ต้องการจะระเบิดมันออกมาทำลายตัวเองและตัวเธอ
ฉันพยายามทำดีที่สุด น้อมนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากครูอาจารย์
และหมู่เพื่อนมาใช้”
ความซื่อสัตย์ดังกล่าวจะช่วยให้อีกฝ่ายหนึ่ง
เกิดความเคารพเชื่อมั่น และท้ายสุด
“ที่รัก ฉันต้องการความช่วยเหลือจากเธอ”
นี่คือถ้อยแถลงอันหนักแน่น เพราะปกติเมื่อเธอรู้สึกเดือดดาลขึ้นมา
มักจะพูดว่า “ฉันไม่ต้องการเธอ”
………………………………………….
ถ้าเธอสามารถกล่าว 3 ประโยคนี้ออกมาได้ด้วยความจริงใจ จากใจ
ก็ย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นแก่อีกฝ่าย
เธอต้องไม่คลางแคลงถึงผลของการปฏิบัติเช่นว่า
เพียงแค่พฤติกรรมของเธอ ก็สามารถทำให้อีกฝ่ายหันมาปฏิบัติด้วยได้
เขาย่อมคิดว่า
“เธอซื่อสัตย์กับฉัน รักษาคำพูด พยายามอย่างเต็มที่
ฉันเองก็จะทำเหมือนกัน”
………………………………………………..
ฉะนั้น การดูแลตัวเองอย่างดี
ย่อมเท่ากับว่า เธอได้ดูแลคนที่เธอรักด้วย
การรักตัวเองเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้เธอสามารถรักผู้อื่นได้
ถ้าเธอไม่ดูแลตัวเองให้ดีๆ
ปราศจากความสุข ความสงบแล้ว
ก็ไม่อาจทำให้อีกฝ่ายมีความสุข
ไม่อาจช่วยเหลือและรักเขาได้
การที่จะรักคนอื่นได้นั้น
เธอต้องรู้จักรักและดูแลตัวเองให้ได้เสียก่อน…
————————————————–
ติช นัท ฮันห์ เขียน, ธารา รินศานต์ แปล, “ความโกรธ : ปัญญาดับเปลวไฟแห่งโทสะ”.
กรุงเทพฯ:โกมลคีมทอง. 2546. หน้า 30.


