Posted by: *Teammate.BIGBANG* | วันศุกร์, ธันวาคม 29, 2006

๏~* ช้างกับกิ่งไม้ *~๏

นานมาแล้ว ชาวอินเดียใช้วิธีการนำลูกช้างมาฝึกให้เชื่อง  โดยล่ามโซ่ขนาดใหญ่ที่ขาของลูกช้างติดกับต้นไม้หรือซุงขนาดใหญ่  พละกำลังของลูกช้างเองไม่สามารถที่ทำให้ลูกช้างมีอิสระได้  ความพยายามหลายๆ ครั้งแล้วไม่สำเร็จนั้น ทำให้ลูกช้างจดจำว่า  “ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้”  และหลังจากความพยายามอย่างเต็มที่ในระยะเวลาที่นานพอ  แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ลูกช้างจะยอมแพ้ไปเอง  และเชื่อว่า ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจหนีไปไหนได้  ท้ายที่สุดเมื่อลูกช้างโตเต็มที่ มีน้ำหนักหลายตัน คนเลี้ยงก็อาจเพียงแต่ผูกช้างนั้นไว้กับกิ่งไม้ก็พอ  มันจะไม่หนีไปไหน อันที่จริงมันไม่คิดที่จะหนีไปไหนเลยด้วยซ้ำ  

คุณเคยรู้สึกแบบนี้บ้างหรือเปล่า  เหมือนว่ามีอะไรมัดเราอยู่  แม้ว่าเราถูกหัวหน้าด่าก็ต้องอยู่   ขึ้นเงินเดือนน้อยก็ต้องอยู่  ไม่มีการปรับตำแหน่งเลื่อนขั้นให้ก็ต้องอยู่  ไม่สามารถออกไปทำอะไรได้เองโดยลำพังทั้งๆ เราเองก็มีความสามารถ  (คุณก็คิดเหมือนกันใช่ไหม)  เรารู้สึกเองว่าไม่มีทางเลือกอื่น   หรือเราไม่เปิดโอกาสตัวเองให้ศึกษาทางเลือกอื่นกันแน่  เราเองคงไม่ต่างอะไรกับช้าง  เราเชื่อไปเองว่าเราไม่อาจหลุดพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ (ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากมายนัก)  ความเชื่อนี้จะฝังหัวเรา มากขึ้นๆ จนในที่สุดมันกลายเป็นความจริง ในจิตใต้สำนึก  เป็นผลทำให้เรา “คิดการเล็ก”  แต่ท้ายที่สุดแล้วเราเองต้องตัดสินใจ และตระหนักให้ได้ว่า  สิ่งที่ผูกติดเราไว้ ไม่ใช่ต้นไม้หรือขอนไม้ที่ใหญ่โต  มันเป็นเพียงกิ่งไม้เล็กๆ เท่านั้น  ซึ่งเราสามารถหักและทำลายเมื่อใดก็ได้ที่เราต้องการให้พ้นจากการถูกหัวหน้าด่าว่า  ให้พ้นจากการถูกบังคับให้มาทำงานทั้งๆ ที่เป็นวันหยุดของเรา  ให้พ้นจากการถูกปฏิเสธจากการขอเลื่อนตำแหน่ง หรือขึ้นเงินเดือน  หนทางของวิถีชีวิตที่ดีกว่าคือการเริ่มต้นที่เราต้องกล้าที่จะหักกิ่งไม้นั้นทิ้ง  แล้วมุ่งหน้าไปยังป่าสีเขียวอันอุดมสมบูรณ์

 

===========================================================================================

 

เคยอ่านหนังสือพวก How to (จำชื่อหนังสือไม่ได้) เมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน ในนั้นบอกว่า “เป็นมนุษย์เงินเดือนไม่มีทางรวย” ซึ่งเป็นข้อคิดเห็นที่ฉันยอมรับว่าจริง ยกเว้นว่าที่บ้านจะรวยดั้งเดิม รวยมรดกมาก่อน ลองคิดดูว่าคนที่ทำงาน Office รอบๆตัวเรานั้นแต่ละคนล้วนทำงานรับใช้ธนาคารทั้งสิ้น ทั้งผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนล้อแม็ก ผ่อนโน๊ตบุ๊ค ผ่อนมือถือ ทำให้ดอกเบี้ยเบ่งบานสะพรั่งเต็มบิลเรียกเก็บเงินค่างวดไปหมด ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อละว่าดอกเบี้ยนั้นเป็นดอกไม้ที่บานได้ตลอดทั้งวัน 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ บานคงทนปีละ 365 วัน หรือจนกว่าจะผ่อนหมด และทำงานแบบขยันขันแข็งให้เจ้าของเงินอย่างซื่อสัตย์จริงๆ….สมควรเอาเยี่ยงอย่าง

 

ถ้ายังทำงานเป็นทาสแบงค์อยู่จะสามารถหาเงินที่ไหนไว้ออมเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนภายในมา Financing โครงการในฝันของเราเอง เมื่อแก่ตัวลง เราก็จะมีบ้าน(เก่าๆ) 1 หลัง รถ (เก่าๆ) 1 คัน กับเงินใช้หลังเกษียรณอีก 1 ก้อน (ได้มาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันสังคม) สักประมาณ 1 ล้าน ซึ่งก็ไม่พอเลี้ยงชีพหากต้องมีชีวิตอยู่ไปจนถึง 80 (ในอนาคต naturtal life span ของคนไทยต้องเพิ่มขึ้นแน่)

คิดเล่นๆไปจนถึงเรื่องค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ และมูลค่าของเงิน 1 ล้านบาทในพ.ศ.นั้น

 

ถ้าเราเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ มีอัตราการขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยปีละสัก 10% ถามว่าเงินเดือนที่ขึ้นไปนั้นสามารถเอาชนะค่าครองชีพที่เขยิบตัวขึ้นสูงได้ทุกวันหรือเปล่า แล้วถ้าเรามีลูก 2 คนล่ะ จะทำยังไง

 

ฉันเริ่มคิดออกจากระบบนายจ้างได้ประมาณ 2-3 ปีแล้ว แต่ยังไม่ค่อยได้บอกใคร (เพราะคนรอบข้างเขาก็มนุษย์เงินเดือนเป็นส่วนใหญ่ทั้งนั้น บอกไปแล้วบางคนยังทำหน้าไม่เชื่ออีกต่างหาก) หลายคนถามฉันว่า “พอใจเรียนเศรษฐศาสตร์ไปทำไม” ฉันบอกเขาไปว่า “เพราะใจรัก” แต่เหตุผลลึกๆยิ่งไปกว่านั้นก็คือมันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการออกจากระบบเงินเดือนนั่นเอง การเรียนสำหรับฉันคือการลงทุนอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะการเรียนปริญญาโท ฉันถือว่าการมาเรียนที่ธรรมศาสตร์นี่ก็เพื่อเอา know how ศึกษา case study บทเรียนของความผิดพลาดของธุรกิจจากคนอื่น ซึ่งฉันไม่มีเวลาไปลองผิดลองถูกนานขนาดนั้น และยังได้เครื่องมือที่ดีที่สุดในการวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจอย่าง microeconomic,macroeconomic,financial economics,econometrics และ maths อีกด้วย

 

ฉันมีความเชื่ออย่างหนึ่งมานานแล้วว่า “ถ้าเรามีความรักในสิ่งที่เราทำ เราจะทำมันได้ดี” หลายครั้งที่ความเชื่อนี้ได้รับการพิสูจน์และทดสอบด้วยตัวของฉันเอง จนฉันมั่นใจแล้วว่ามีเป็นข้อเท็จจริงของการมีชีวิตอยู่ให้รอดบนโลกนี้

 

ฉันมีความฝันเรื่องโครงการเล็กๆที่ชื่อ orchid exotica ของฉันเสมอ และถ้าวันใดไม่ได้คิดถึงมันแล้ว จะรู้สึกเหมือนกับมีชีวิตแบบไร้จุดหมาย ความฝันนี้ทำให้ฉันมีกำลังที่จะสู้เพื่อมัน ที่จะนั่งฟัง lecture ผลิต papers ได้อย่างเมามันสนุกสนาน ฝึกวินัยในตัวเอง หัดออมเงิน กระจายความเสี่ยง ลงทุนในตราสาร วางแผนเกษียรณอย่างมีความสุขเพื่ออนาคตโดยไม่ต้องพึ่งลูกหลาน เพราะฉันเข้าใจ รู้ว่าเป้าหมายของแผนนี้คืออะไรและจะทำให้มันสำเร็จได้ยังไง โครงการนี้กำลังก่อสานตัวเองที่ละเล็กทีละน้อย มันอาจจะช้า แต่ฉันอยากสร้างงานของตัวเองขึ้นมาบ้างไม่ใช่ต้องรอแต่มรดกตกทอดอย่างเดียว  

 

เธอก็เหมือนกัน เริ่มมองหาสิ่งที่ตัวเองรัก ใช้ความคิดอิสระสร้างสรรค์ชิ้นงานของตัวเธอเอง ฝัน แล้วทำให้ได้

ฉันจะเป็นกำลังใจให้


Responses

  1. คิดเหมือนกันค่ะ เพิ่งเริ่มวางแผนออมเงินเมื่อไม่นานมานี้เอง รู้สึกเหมือนที่คุณ porjai เขียนไว้เลยค่ะ เราเองก็มีความสามารถ แต่ทำไมไปไหนไม่ได้ ตอนนี้ก็เริ่ม ๆ คิดว่าจะทำธุรกิจอะไรดี ถ้ามีเงินทุน ตั้งเป้าหมายในชีวิตอยู่ค่ะ

  2. เยี่ยมจริงครับ ผมมีวิชาชีพติดตัวมานาน ทั้งวิศวะ และ งานทางด้านคอมพิวเตอร์ ผมก้อเปนมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง เช่นกัน แต่เปนคนที่ชอบซอยความฝันของตัวเอง ให้เปนความจริงครับ ดีครับ รู้สึกชีวิตมีคุณค่ามากขึ้น เศรษศาสตร์ เปนสายวิชาที่ผมอยากสัมผัสตั้งแต่ เริ่มเรียนระดับ ปริญญาตรี ตอนนี้ ผม เรียน จบ โท ด้าน คอมพ์ และ เริ่ม ชีวิต ใหม่กับ โทฌสรษศาสตร์ ครับ ยอมรับ ว่า ไม่ แน่น แต่ ด้วยความสนจ และ ความตั้งใจ ผมมั่น ใจ ว่า สิ่งที่ผมรับเข้ามาใหม่ในชีวิต จะไม่ เพียงสร้างโอกาสให้ กับชีวิตผม เท่า นั้น แต่ ยังจะรังสรรค์ สิ่งที่ดี งามให้ กับ คนรอบข้างเช่นกัน หากผม ไม่ ท้อ ไป กับ รากเหง้าของสังคม อิๆๆๆ


Leave a response

Your response:

หมวดหมู่