Posted by: Pinky.PK* | วันศุกร์, ตุลาคม 10, 2008

เมื่อสุขจงสุข…เมื่อทุกข์จงทุกข์

 
เมื่อสุขจงสุข และเมื่อทุกข์จงทุกข์!
(หรือไม่ก็ต้องไม่ยี่หระทั้งสุขและทุกข์)
…แล้วชีวิตจะไม่มีปัญหา…
——————————————————————————–

วิธีเผชิญความทุกข์และการร่วมทุกข์ร่วมสุขที่ดีที่สุด…
ต้องเผชิญกับมันด้วยความเข้าใจและด้วยความสุภาพ

ไม่ใช่คอยปลอบประโลมไปวันๆ
หรือเอาแต่คอยหลบหลีกปัญหาความทุกข์อยู่ร่ำไป

การเผชิญหน้ากับความทุกข์อย่างซื่อๆ
ด้วยความนิ่มนวลจะเป็นความสุขและละเอียดอ่อน
ไม่แข็งกร้าวหรือแข็งกระด้าง…

…………………………………..

เรื่องราวของอาจารย์ โสเอน ชากุ อาจารย์เซนชาวญี่ปุ่นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง
คงจะทำให้เราสามารถมองเห็นวี่แววของเซนในเรื่องนี้ได้บ้าง

(ท่านโสเอน ชากุ เป็นสมภารวัดเอนงากุหยิ แห่งเมืองกามากุระ
และเป็นพระเซนชาวญี่ปุ่นองค์แรกที่เดินทางไปเข้าร่วมประชุมสภาสากลแห่งศาสนาของโลก ที่มลรัฐชิคาโกสหรัฐอเมริกา เมื่อ ค.ศ. 1893 และต่อมาได้ส่งลูกศิษย์ชื่อ ดี.ที.สุซูกิ ให้เดินทางไปเผยแพร่เซนแก่ชาวตะวันตก จนกระทั่งเซนเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกในปัจจุบัน)

“ท่านโสเอน ชากุ ชอบใช้เวลาในตอนเย็นๆ
เดินเล่นไปตามหมู่บ้านในละแวกวัดของท่านเสมอๆ

วันหนึ่งขณะที่ท่านเดินอยู่
ท่านก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังมาจากบ้านหลังหนึ่งใกล้ๆ นั้น

ท่านจึงเดินเข้าไปอย่างเงียบๆ และพบว่าเจ้าบ้านได้ถึงแก่กรรมลงเสียแล้ว

ขณะนั้นครอบครัวของเขาและเพื่อนบ้านของเขาต่างกำลังร้องไห้ด้วยความอาลัย

ท่านชากุจึงนั่งลงอย่างเงียบๆ
และร่วมร้องไห้ไปกับเขาด้วย ด้วยความจริงใจ”

……

ท่านผู้เฒ่าคนหนึ่งหันมาเห็นเข้ารู้สึกแปลกใจและตระหนกตกใจมากที่เห็นอาจารย์เซน
ผู้มีชื่อเสียงมาร่วมร้องไห้ด้วยความเสียใจอยู่กับพวกเขาด้วย จึงได้พูดขึ้นว่า

“ผมคิดว่า อย่างน้อยที่สุด ท่านคงจะอยู่พ้นไปจากสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว มิใช่หรือ”

(หมายความว่าจิตใจของท่านชากุน่าจะปราศจากเรื่องทุกข์เรื่องสุข
อย่างชาวโลกทั่วๆ ไปแล้ว ทำนองนั้น)

…..

ท่านชากุตอบขึ้นด้วยเสียงสะอื้นว่า
“ก็ด้วยเช่นนี้แหละที่ทำให้ฉันพ้นไปจากมันเสียได้”

(หมายความว่า.. ด้วยการที่สุข เมื่อมีสุข…และ ทุกข์เมื่อมีทุกข์นั่นเอง…
ที่ทำให้ท่านชากุล่วงพ้นไปจากความบีบคั้นของความทุกข์ในโลกก็ได้)..

และเมื่อคำนึงว่าความสุขและความทุกข์เป็นสิ่งเดียวกัน
ประดุจเหรียญอันหนึ่งที่มีสองหน้า
เราก็ไม่ควรจะรับสิ่งหนึ่งและปฏิเสธอีกสิ่งหนึ่ง

ที่จริงเราควรจะรับทั้งหมด (หรือไม่ก็ต้องปฏิเสธทั้งหมด!)

นั่นคือ …

เมื่อสุขจงสุข และเมื่อทุกข์จงทุกข์!
(หรือไม่ก็ต้องไม่ยี่หระทั้งสุขและทุกข์)

…แล้วชีวิตจะไม่มีปัญหา…

______________________________________
จาก อยู่อย่างเซน ละเอียด ศิลาน้อย เรียบเรียง
 
 

Posted by: Pinky.PK* | วันพุธ, กันยายน 10, 2008

คุณจริงใจแค่ไหน

เมื่อมีการแสดงความเสียใจและเห็นใจในความโชคร้ายของบุคคล
ผมก็ได้ยินความพอใจและความเบิกบานใจ
ราวกับว่าคนที่เสียใจนั้นมีความดีใจเป็นอย่างยิ่ง…
——————————————————————————–
ปัญหายิ่งทียิ่งซับซ้อน ทั้งนี้เพราะเราใช้ชีวิตเป็นเชิงซ้อนมากเกินไป
และตรงกันข้าม พวกเรากลับรังเกียจคนใช้ชีวิตเชิงเอกอิสระ
(คือง่ายๆ และไม่ซับซ้อน)

จะเห็นได้จากการที่สังคมไม่ชอบคนตรงไปตรงมา
ไม่ชอบคนที่ทำอะไรตรงๆ พูดตรงๆ ฯลฯ
แต่เห็นจะไม่มีทางเลือก เพราะในเมื่อปัญหาเกิดขึ้นเพราะความซับซ้อน
การแก้ด้วยความซับซ้อนก็จะยิ่งทำให้ยุ่งนุงนังกันไปหมด

ทางเดียวที่จะเป็นทางรอดได้ก็คือ
จงถอยออกมาจากความซับซ้อนมาอยู่กับชีวิตเชิงเดียว ที่เป็นเอกอิสระ

เป็นมนุษย์มือหนึ่ง อย่าเป็นมนุษย์มือสอง
ทิ้งความเจ้าเล่ห์เพทุบายลงเสียให้หมด
(ต้องแยกให้ออกระหว่างความเจ้าเล่ห์กับความสามารถใช้กลยุทธ
กลเม็ด หรือยุทธวิธีในการทำงาน ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน)

เซนพูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างเจ็บปวดมากทีเดียว
จากนิทานเรื่อง เสียงแห่งความสุข

…………………………………..

เสียงแห่งความสุข

หลังจากที่ อาจารย์บันเกอิ ได้มรณภาพไปแล้ว
คนตาบอดคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ๆ
กันกับวัดที่ท่านอาจารย์ได้เคยพำนักอยู่ได้พูดกับเพื่อนของเขาคนหนึ่งว่า

“เพราะผมตาบอด ผมจึงไม่สามารถเฝ้าดูและสังเกตใบหน้าของคนอื่นๆ ได้

ดังนั้นผมจึงต้องวินิจฉัยลักษณะอุปนิสัยของแต่ละคน
โดยสังเกตเอาจากเสียงพูดของพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งตามปกติ
เมื่อผมได้ยินใคนคนหนึ่งกำลังแสดงความยินดีในความสำเร็จ
หรือในความสุขของบุคคลอีกคนหนึ่ง

ผมก็จะได้ยินน้ำเสียงแห่งความริษยาปรากฏอยู่อย่างลึกๆ ด้วย

และเมื่อมีการแสดงความเสียใจและเห็นใจในความโชคร้ายของบุคคล
ผมก็ได้ยินความพอใจและความเบิกบานใจ
ราวกับว่าคนที่เสียใจนั้นมีความดีใจเป็นอย่างยิ่ง
ที่ยังมีบางสิ่งหลงเหลืออยู่ให้เขาได้กอบโกยเอาไว้บ้างในโลกส่วนตัวของเขานั้น

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของผมทั้งหมดเท่าที่ผ่านมา
เสียงของท่านอาจารย์บันเกอินั้นปรากฏมีแต่ความจริงใจอยู่เสมอ

เมื่อใดก็ตามที่ท่านพูดแสดงความสุขและความยินดีออกมา
ผมก็ไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากความสุขและความยินดี

และเมื่อใดก็ตามที่ท่านพูดแสดงความเสียใจและความเศร้าเสียใจออกมา
ก็มีแต่ความเสียใจและความเศร้าใจเท่านั้นที่ผมได้ยิน”

“ไม่มีสิ่งอื่นใด(แอบแฝงอยู่)เลย”

_________________________
จาก อยู่อย่างเซน ละเอียด ศิลาน้อย เรียบเรียง

Posted by: Pinky.PK* | วันอังคาร, สิงหาคม 12, 2008

To My Mother

To My Mother
  by: Susan Polis Schutz,

For as long as I can remember
you were always by my side
to give me support
to give me confidence
to give me help
For as long as I can remember
you were the person
I looked up to
so strong
so sensitive
so pretty
For as long as I can remember
and still today
you are everything
a mother should be
For as long as I can remember
you always provived stability
full of laughter
full of tears
full of love
Whatever I become
is because of you
and I thank you
forever for our relationship.

Posted by: Pinky.PK* | วันอาทิตย์, สิงหาคม 10, 2008

แล้วแต่…

ในครั้งหนึ่ง ณ วัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือของประเทศญี่ปุ่น มีพระภิกษุพี่น้องสององค์อาศัยอยู่
องค์พี่เป็นผู้คงแก่เรียน รอบรู้ธรรมทั้งในทางปริยัติและปฏิบัติแตกฉานมาก ส่วนองค์น้องนั้นนอกจากตาจะบอดข้างหนึ่งแล้ว ยังเป็นผู้มีสติปัญญาค่อนข้างทึบอีกด้วย
——————————————————————————–

เป็นประเพณีของวัดเซนเป็นจำนวนมากในประเทศญี่ปุ่น ที่ถือว่า
พระภิกษุที่เดินทางผ่านมารูปใดจะพักอาศัยอยู่ได้ก็ต้อง
เป็นผู้ที่สามารถโต้ตอบปัญหาธรรมชนะพระภิกษุที่ประจำอยู่ได้
ถ้าหากแพ้ก็จะต้องเดินทางต่อไปหาที่พักใหม่ข้างหน้า

ในครั้งหนึ่ง ณ วัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือของประเทศญี่ปุ่น
มีพระภิกษุพี่น้องสององค์อาศัยอยู่

องค์พี่เป็นผู้คงแก่เรียน รอบรู้ธรรมทั้งในทางปริยัติและปฏิบัติแตกฉานมาก ส่วนองค์น้องนั้นนอกจากตาจะบอดข้างหนึ่งแล้ว ยังเป็นผู้มีสติปัญญาค่อนข้างทึบอีกด้วย

วันหนึ่ง ได้มีพระภิกษุองค์หนึ่งจาริกมาจากที่ไกล
เดินทางมาถึงจะขอพักอาศัย ณ ที่แห่งนี้ชั่วคราว
และได้ขอท้าโต้ปัญหาธรรมะขั้นสูง
(เพื่อการได้สิทธิเข้าพักตามธรรมเนียม) อย่างถูกต้องแล้ว

แต่เนื่องจากพระภิกษุองค์พี่ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมมาทั้งวันมีความเหน็ดเหนื่อยมาก จึงได้มอบให้พระน้องชายเป็นผู้ทำหน้าที่โต้ปัญหาธรรมะแทน
แต่ได้กำชับน้องชายว่า “จงใช้วิธีโต้ปัญหาแบบเงียบ”

เมื่อพระภิกษุทั้งสองพร้อมแล้วก็พากันไปที่บูชา
หน้าพระพุทธรูปจัดแจงจุดธูปบูชาพระรัตนตรัยเสร็จแล้ว
การโต้ปัญหาธรรมะจึงเริ่มขึ้น

ชั่วครู่เดียวพระภิกษุองค์ที่จาริกมาก็ลุกขึ้นเดินออกมาหาพระภิกษุองค์พี่แล้วกล่าวว่า

“น้องชายท่านเก่งเหลือเกิน ข้าพเจ้ายอมแพ้”
พระภิกษุผู้เป็นพี่ถามว่า “ท่านโต้ปัญหากันว่าอย่างไร”

พระภิกษุผู้จาริกมาได้ชี้แจงว่า
“ทีแรกข้าพเจ้าชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้วก่อน ซึ่งหมายถึงพระพุทธ

น้องชายของท่านได้ชูสองนิ้วตอบ
ซึ่งหมายความว่าต้องมีทั้งพระพุทธและพระธรรม

ข้าพเจ้าจึงชู 3 นิ้ว หมายถึงว่าถ้าจะให้ครบ จำเป็นต้องมีทั้ง
พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

แต่คราวนี้ น้องชายของท่านกลับชูกำปั้นมาหน้าของข้าพเจ้า
ซึ่งหมายถึงว่าจะเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น
ก็ต้องมาร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน คือสัจธรรม
นี่แหละข้าพเจ้าจึงถือว่าเขาเป็นผู้ชนะ และข้าพเจ้าไม่มีสิทธิ์พักอยู่ที่นี่”

พระภิกษุองค์นั้นกล่าวแล้วก็กราบลาพระภิกษุผู้พี่เดินทางต่อไป

สักครู่หนึ่ง พระภิกษุองค์น้องวิ่งเข้ามาหาพี่ชาย และถามว่า
“เจ้าหมอนั่นมันไปไหนแล้วล่ะ”

พระภิกษุผู้เป็นพี่กลับถามน้องชายว่า “เธอชนะเข้าไม่ใช่หรือ”

“ชนะกะผีอะไรล่ะ” พระน้องชายกล่าวอย่างโกรธแค้น
“ผมจะเล่นงานมันอยู่นี่แหละ”

“เธอโต้ปัญหากับเขาว่าอย่างไร” พระภิกษุผู้เป็นพี่ถามต่อไป

“โต้ว่าอย่างไร” พระน้องชายตะโกน

“พอเห็นหน้าผม มันก็ชูนิ้วเดียวมาที่หน้าผม ดูหมิ่นว่าผมมีตาเดียว
ผมก็สู้อดทนเพราะเห็นว่าเขาเป็นแขก จึงชู 2 นิ้วไป
เป็นการแสดงความยินดีว่า ผมยินดีเขามี 2 ตาบริบูรณ์
แทนที่มันจะรู้สึกตัว มันกลับชู 3 นิ้วให้ผม
ซึ่งหมายความว่าทั้งผมและมันมีตารวมกันเพียง 3 ตา

อย่างนี้ไม่ใช่เยาะเย้ยกันแล้วจะเป็นอะไร
ผมเหลืออดจริงๆ จึงชูกำปั้นจะต่อยหน้ามัน
แต่มันกลับวิ่งหนีออกมาเสียก่อน”

————————————–
จาก อยู่อย่างเซน ละเอียด ศิลาน้อย เรียบเรียง
 

Posted by: Pinky.PK* | วันอาทิตย์, สิงหาคม 10, 2008

ศิษย์หัวขโมย

  

แต่แล้ววันหนึ่งก็มีการจับ “เจ้าคนขี้ขโมย” ภายในวัดนั้นได้
พร้อมทั้งขอให้ขับไล่ผู้ที่กระทำความผิดออกไปเสียจากวัดด้วย
——————————————-
ตามปกติในวัดเซนนั้นเขาจะมีการจัดสัปดาห์การฝึกอบรมสมาธิภาวนา
(ทำซาเซน) กันเป็นระยะๆ ไปตลอดปี
ซึ่งเป็นช่วงของการฝึกหนักด้วย และครั้งหนึ่งท่านบันเคอิ
เจ้าอาวาสวัดเซนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง
ก็ได้จัดให้มีสัปดาห์เก็บตัวหลีกเร้นเพื่อทำสมาธิภาวนาขึ้นในวัดของท่าน
และปรากฏว่ามีนักศึกษาเซนจากทุกๆ ภาคของประเทศญี่ปุ่น
เดินทางมาขอเข้าร่วมศึกษาและปฏิบัติด้วย
การปฏิบัติอย่างอุกฤษฎ์ (อย่างหนัก) ดำเนินไปด้วยดี
แต่แล้ววันหนึ่งก็มีการจับ “เจ้าคนขี้ขโมย” ภายในวัดนั้นได้
และพวกลูกศิษย์ทั้งหลายก็ได้รายงานให้ท่านบันเคอิทราบ
พร้อมทั้งขอให้ขับไล่ผู้ที่กระทำความผิดออกไปเสียจากวัดด้วย
แต่ท่านบันเคอิปฏิเสธ!
…………………….
ต่อมาไม่นานศิษย์คนนั้นก็ถูกจับได้ในกรณีเดียวกันนั้นอีก
และท่านบันเคอิก็ไม่ได้สนใจใยดีอะไรกับเรื่องนี้อีกเช่นเคย
……………………..
เหตุนี้ ทำให้ศิษย์คนอื่นๆ
โกรธแค้นมากและพากันร่างคำร้องขึ้นมา
ให้ขับไล่เจ้าคนขี้ขโมยคนนี้ออกไปเสียจากวัดให้ได้
มิฉะนั้นพวกเขาทั้งหมดจะออกไปเสียจากวัดเสียเอง
เมื่อท่านบันเคอิได้อ่านคำร้องดังกล่าว
ก็เรียกประชุมสานุศิษย์ทั้งหมดและกล่าวขึ้นว่า
“พวกเธอเป็นคนฉลาด รู้ว่าอะไรถูกอะไรไม่ถูกเป็นอย่างดีแล้ว
ดังนั้นหากพวกเธอปรารถนาที่จะไปศึกษาจากสำนักอื่นแล้ว ฉันก็อนุญาต
แต่สำหรับเจ้าน้องผู้น่าสงสารคนนี้มันยังไม่รู้เลยว่าอะไรถูกอะไรผิด
ใครจะสอนมันล่ะหากว่าฉันไม่สอน?
ฉันจะให้มันอยู่ที่นี่ต่อไป…
แม้ว่าพวกเธอจะออกไปจากวัดนี้ทั้งหมดก็ตาม”
เมื่อท่านบันเคอิกล่าวจบ
ศิษย์หัวขโมยก็หลั่งน้ำตาอาบแก้มด้วยความรู้สึกสำนึก…
และนับแต่นั้นมานิสัยขี้ขโมยก็อันตรธานหายไปอย่างสิ้นเชิง
—————————————-
จาก อยู่อย่างเซน
ละเอียด ศิลาน้อย เรียบเรียง

Posted by: Pinky.PK* | วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 10, 2008

ปิยมิตร

ในประเทศจีนสมัยหนึ่ง นานมาแล้ว
มีมิตรรักคู่หนึ่ง …
คนหนึ่งมีความชำนาญในการเล่นพิณเป็นอย่างมาก
และอีกคนหนึ่งก็มีความชำนาญในการฟังเป็นอย่างมาก…
เมื่อคนหนึ่งบรรเลงหรือขับร้องถึงขุนเขา อีกคนหนึ่งจะกล่าวว่า
“ฉันเห็นขุนเขาตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเราทีเดียวละ”
เมื่อคนหนึ่งบรรเลงถึงสายน้ำ
อีกคนหนึ่งซึ่งฟังอยู่ก็จะอุทานออกมาว่า
“นี่ไง สายธารที่กำลังเลื่อนไหล!”

- – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – -

แต่เมื่อมิตรซึ่งเป็นผู้ฟังได้ล้มเจ็บและสิ้นชีวิตลง

มิตรคนแรกผู้ชำนาญในการบรรเลงพิณก็ได้ตัดสายพิณของเขาเสีย
และไม่ยอมเล่นมันอีกเลย

………………………………………………..

นับตั้งแต่นั้นมา
การตัดสายพิณจึงกลายเป็นเครื่องหมายแห่งมิตรภาพอันแน่นแฟ้น
และแนบแน่นของมิตรรักทั้งหลายตลอดมา
——————————————————————————–
จาก อยู่อย่างเซน ละเอียด ศิลาน้อย เรียบเรียง 

Posted by: Pinky.PK* | วันอังคาร, มิถุนายน 10, 2008

เผชิญปัญหา…

เด็กทารกนั้นก็ถูกนำเอามาให้ท่านฮะกูอินเลี้ยง
ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของท่านเสื่อมเสียไปอย่างมาก

แต่ก็ไม่ได้ทำให้ท่านฮะกูอินเดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใด
ท่านกลับเลี้ยงดูเด็กทารกนั้นอย่างดียิ่ง…
——————————————————————————–

ในการเผชิญปัญหาแบบเซน
ชนิดที่จะยกตัวอย่างมาให้ดูนี้ดูเป็นเรื่องเบื้องต้น
หรือเหลวไหลไม่ได้ความ แต่ทว่าก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่จะกระทำได้!

…………………

ท่านอาจารย์ฮะกูอิน
เป็นอาจารย์เซนที่ชาวบ้านในละแวกนั้นสรรเสริญยกย่อง
ว่าเป็นผู้หนึ่งที่มีวิถีชีวิตอันสะอาดบริสุทธิ์

มีเด็กสาวญี่ปุ่นคนหนึ่งมีความงดงามมาก
พ่อแม่ของเธอเป็นเจ้าของร้านอาหารอยู่ใกล้ๆ กับที่ท่านฮะกูอินพำนักอยู่

และโดยทันใดปราศจากสิ่งบอกเหตุใดๆ ล่วงหน้าทั้งสิ้น
พ่อแม่ของเธอก็พบว่าเธอกำลังมีครรภ์

เหตุนี้เองพ่อแม่ของเด็กจึงโกรธมาก
และเธอก็ไม่ยอมสารภาพเสียด้วยว่าใครคือพ่อของเด็กในท้อง

แต่หลังจากถูกรบเร้าเซ้าซี้อยู่บ่อยๆ
ในที่สุดเธอก็บอกว่าชื่อ “ฮะกูอิน”

ด้วยความโกรธจัด พ่อแม่ของเด็กสาวได้ไปต่อว่าท่านฮะกูอิน

…………………………..

“ยังงั้นรึ?”
เป็นทั้งหมดที่ท่านฮะกูอินจะพูดได้

หลังจากคลอดเด็กทารกออกมาแล้ว
เด็กทารกนั้นก็ถูกนำเอามาให้ท่านฮะกูอินเลี้ยง
ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของท่านเสื่อมเสียไปอย่างมาก

แต่ก็ไม่ได้ทำให้ท่านฮะกูอินเดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใด
ท่านกลับเลี้ยงดูเด็กทารกนั้นอย่างดียิ่ง

โดยท่านได้รับนมจากเพื่อนบ้านในละแวกนั้นของท่าน
รวมทั้งสิ่งที่จำเป็นอื่นๆ ที่ทารกน้อยต้องการ

………………………….

หนึ่งปีผ่านไป…..
เด็กสาวผู้เป็นแม่ของเด็กทารกนั้นก็ไม่อาจที่จะทนต่อไปได้

เธอจึงบอกพ่อแม่ของเธอถึงความจริง
ว่าพ่อของเด็กที่แท้คือเด็กหนุ่มที่ทำงานอยู่ในตลาดค้าปลาไม่ใช่ท่านฮะกูอิน

พ่อและแม่ของเด็กสาวได้ฟังเช่นนั้นก็รีบมาพบท่านฮะกูอินทันที

พร่ำขออภัย ขอให้ท่านฮะกูอินยกโทษให้อย่างยืดยาว
และขอรับเด็กทารกน้อยกลับคืนไปอีก

ท่านฮะกูอินก็ให้นำเด็กทารกน้อยคืนกลับไปด้วยความเต็มใจ
และในการมอบเด็กทารกให้คืนไป

ทั้งหมดที่ท่านจะพูดได้ก็คือ
“ยังงั้นรึ?”

_____________________
จาก อยู่อย่างเซน. ละเอียด ศิลาน้อย เรียบเรียง

Older Posts »

หมวดหมู่